บริการให้การปรึกษาสุขภาพจิต

สำหรับนิสิตพยาบาล "การพยาบาลผู้ที่มีความเครียดเฉียบพลันและเรื้อรัง"

สำหรับนิสิตพยาบาล

ความเครียด

         ความเครียด เป็นการตอบสนองของร่างกายที่ซับซ้อนทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์ของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าทั้งที่เกิดจากภายในและภายนอกร่างกายที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและความไม่สมดุลของร่างกาย จิตใจ สังคม หรือจิตวิญญาณ ทำให้บุคคลต้องปรับตัวเพื่อนำไปสู่ดุลยภาพ ความเครียดเป็นผลจากการรับรู้หรือประเมินสถานการณ์ของบุคคล หากประเมินว่าปัญหาสิ่งเร้านั้นรุนแรง ไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จะมีความเครียดมากกว่าบุคคลที่รับรู้ว่าสิ่งเร้านั้นไม่ร้ายแรงแก้ไขได้หรือรับรู้ว่ามีสิ่งที่คอยช่วยเหลือตนอยู่ (วาทินี สุขมาก, 2556)

           โดยสรุป ความเครียด เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายนอกและภายในที่มาคุกคามบุคคล ทำให้บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดการปรับตัวเพื่อไปสู่ความสมดุล ซึ่งในชีวิตประจำวันทุกคนต้องพบกับความเครียดไม่มากก็น้อย ซึ่งความเครียดมีทั้งผลดีและผลเสียต่อบุคคล หากความเครียดไม่ถูกจัดการ และมีระดับมาก ๆ หรือปล่อยไว้นาน ๆ ในที่สุดบุคคลก็ปรับตัวไม่ได้และก่อปัญหาสุขภาพและปัญหาต่าง ๆตามมา ในเนื้อหาต่อไปนี้จะกล่าวถึงทฤษฎีที่อธิบายความเครียด ของเซลเย่ (Selye, 1965,1976) และลาซารัส และ โฟล์คแมน (Lazarus and Folkman,1984) ดังต่อไปนี้

ก. เซลเย่ (Selye, 1976อ้างใน เพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553) อธิบายเกี่ยวกับความเครียดว่า ความเครียดเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้น

         กลุ่มอาการปรับตัวทั่วไป มี 3 ระยะ คือ

1.ระยะเตือน (alarm reaction) ร่างกายจะเริ่มมีการตอบสนองของการสู้หรือถอยหนี ปฏิกิริยาในระยะนี้จะเกิดเพียงระยะเวลาสั้นๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิ่งกระตุ้น (stressor) อาการแสดงเป็นผลของระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) ส่วนของซิมพาเทติค (sympathetic) และการทำงานของต่อมพิทูอิทารี่ (pituitary gland) ทำให้มีการหลั่งของ อีพิเนฟริน (epinephrine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) และคอร์ติโซล (cortisol) เพิ่มขึ้น การทำงานของระบบต่างๆเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เช่น อัตราการเต้นของหัวใจเร็วและแรง ความดันโลหิตสูงขึ้น การหายใจเร็วและตื้น คลื่นไส้อาเจียน ม่านตาขยาย เหงื่อออกมากกว่าปกติ เป็นต้น

2.ระยะต่อต้าน (stage of resistance) ระยะนี้ร่างกายจะปรับตัวอย่างเต็มที่ โดยใช้การสู้หรือการถอยหนี (fight or flight) เป็นการปรับตัวเพื่อป้องกันอันตรายให้ตนเอง ในความพยายามปรับตัวนี้ ถ้าสามารถปรับตัวได้ อาการทางร่างกายจะหายไป แต่ถ้าปรับตัวไม่ได้จะเข้าสู่ระยะที่3

3. ระยะหมดกำลัง (stage of exhaustion) เมื่อเผชิญกับสิ่งกระตุ้น (stressor) เป็นเวลานานเกินไป พลังงานของร่างกายที่ต้องระดมมาใช้กับการปรับตัวถึงขีดสูงสุดจนพลังงานหมดไป ทำให้ร่างกายหมดความต้านทานต่อโรคและเกิดโรคจากการปรับตัว (disease of adaptation) ได้ เช่น ปวดศีรษะ ความผิดปกติของจิตใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ แผลที่กระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตในที่สุด

ข. ลาซารัสและโฟล์คแมน (Lazarus and Folkman, 1984) อธิบายว่าความเครียดเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม

           ลาซารัส และโฟล์คแมน (Lazarus and Folkman, 1984 อ้างในเพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553) ให้ความหมายของความเครียดว่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมที่บุคคลประเมินว่ามีผลต่อสวัสดิภาพของตนเอง และการที่บุคคลประเมินสถานการณ์ว่ามีผลต่อสวัสดิภาพของตนเองมากน้อยเพียงใดต้องใช้ความรู้ความเข้าใจทางสติปัญญา (cognitive) จำแนกได้ 3 รูปแบบ

1.การประเมินปฐมภูมิ (Primary appraisal) มี 3 แบบ คือ บุคคลประเมินว่าสถานการณ์นั้นไม่มีความสำคัญกับตนเอง (irrelevant) สถานการณ์นั้นมีผลดีกับตนเอง (a benign-positive) หรือสถานการณ์นั้นเป็นภาวะเครียด (stress appraisal) เมื่อบุคคลรับรู้ว่าตนเองเป็นอันตรายหรือมีการสูญเสีย (harm/loss) หรืออาจจะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีอันตรายหรือมีการสูญเสียเกิดขึ้น แต่เมื่อบุคคลประเมินสถานการณ์ว่าเป็นการท้าทาย (challenge) บุคคลจะมุ่งไปที่การบรรลุให้ถึงขีดความสามารถของตนเองหรือทำให้มีการงอกงาม (growth) ในชีวิต

           2.การประเมินทุติยภูมิ (secondary appraisal) เป็นการประเมินทักษะ แหล่งประโยชน์และความรู้ของตนเองว่าสามารถนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์นั้นๆได้หรือไม่

           3. การประเมินเพื่อตัดสินใจใหม่ (reappraisal) เป็นการเปลี่ยนแปลงการประเมินของบุคคลเมื่อบุคคลได้รับข้อมูลเข้ามาใหม่ คือการให้ความหมายของสถานการณ์เสียใหม่ เพื่อลดความตึงเครียดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมไปในรูปแบบใหม่

         นอกจากนี้ ความเครียดเกิดจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในชีวิต คือ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้บุคคลมีการปรับตัวจากการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นได้ทั้งเหตุการณ์ทางบวก เช่น การเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน  และเหตุการณ์ทางลบ เช่น การตกงาน (เพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553) ความเครียด เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้น เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม และเกิดจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ความคับข้องใจ คุกคามบุคคลทำให้บุคคลเกิดการปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลและเพื่อความปลอดภัยของชีวิต

จากทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้น นำมาสรุปความหมายของความเครียด สาเหตุ การตอบสนองต่อความเครียด อาการและอาการแสดง การประเมินความเครียด และการพยาบาลผู้ที่มีความเครียดได้ดังนี้

           ความเครียดอย่างเฉียบพลันและความเครียดเรื้อรัง

ความเครียดสามารถจำแนกออกเป็น 2 ชนิด คือความเครียดชนิดเฉียบพลันและความเครียดชนิดเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่บุคคลรู้สึกเครียดและความเครียดนั้นเป็นเพียงครั้งเดียว เป็นระยะๆ ระยะเวลานานและตลอดเวลา ดังนี้ (วาทินี สุขมาก, 2556; Keogh, 2014)

           1.ภาวะเครียดชนิดเฉียบพลัน (acute stress) คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิม ฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ความเครียดชนิดเฉียบพลัน เกิดจาก เสียงดังเกินไป อากาศเย็นหรือร้อนเกินไป ความแออัดของคน ความกลัว ความตกใจ ความหิว หรือเมื่อกำลังเผชิญกับอันตราย ความเครียดเฉียบพลัน

           2.ภาวะเครียดชนิดเรื้อรัง (chronic stress) คือ ความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างเช่น ความเครียดในที่ทำงาน งานที่ไม่ก้าวหน้า ความเครียดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความล้มเหลวในชีวิตแต่งงาน ความเหงา การอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมแออัดและไม่ปลอดภัย การเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นต้น

             สำหรับ Acute Stress Disorder (ASD) เป็นความเครียดที่เกิดขึ้น 2 วัน ถึง 4 สัปดาห์หลังจากถูกคุกคาม หรือได้รับความกระทบกระเทือนร่างกายจิตใจ เรียกว่าโรคเครียดเฉียบพลันหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง ส่วน Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) โรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง เกิดขึ้นช่วงใดก็ได้หลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง ความเครียดนี้ แสดงออกได้ทั้งในแบบอารมณ์ พฤติกรรม ความคิด ร่างกาย และทำให้รบกวนการทำหน้าที่ปกติ แต่หากเครียดมากกว่า 3 เดือนวินิจฉัยเป็น Chronic PTSD (Keogh, 2014)

         สาเหตุของความเครียด แบ่งเป็น สาเหตุภายในบุคคลและสาเหตุภายนอกบุคคล อธิบายโดยสรุปได้ดังนี้

ก. สาเหตุภายในบุคคล เกี่ยวข้องกับ สาเหตุด้านร่างกาย และสาเหตุด้านจิตและจิตวิญญาณ

1.สาเหตุด้านร่างกาย ได้แก่

-ความผิดปกติทางโครงสร้างและสรีระที่มีมาแต่กำเนิดซึ่งได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม รวมถึงพัฒนาการ หากได้รับการถ่ายทอดในส่วนดี พัฒนาการดี ย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโต ความสามารถ ความทนทานต่อโรค ความแข็งแรงของร่างกายและการมีสุขภาพที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งส่งผลต่อความเครียด

-การเจ็บป่วย โดยเฉพาะการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเรื้อรัง การได้รับสารเคมีบางอย่าง เช่นยาบางชนิด สารเสพติด ความร้อนหรือความเย็นเกินไป ความพิการ การสูญเสียภาพลักษณ์ การตั้งครรภ์

2. สาเหตุทางด้านจิตและจิตวิญญาณ ได้แก่

-บุคลิกภาพของบุคคล เช่น ใจร้อน วู่วาม เอาจริงเอาจังกับชีวิต อ่อนไหว กังวลใจง่าย รู้สึกด้อย เป็นต้น

-การเผชิญปัญหาความคับข้องใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและการปรับตัวของบุคคลในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญเสมอๆ หากปรับตัวได้ก็จะผ่านไปด้วยดี หากปรับตัวไม่ได้หรือไม่เหมาะสมก็สะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง เช่น ปัญหาการเรียน การทำงาน ครอบครัว เป็นต้น

-การสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของบุคคลส่งผลทำให้เกิดความเครียดได้ เช่น การตายของบุคคลที่รัก การเกิด การเริ่มเข้าทำงาน การเปลี่ยนงาน การตกงาน การแต่งงาน การเป็นพ่อแม่มือใหม่ เป็นต้น

-การรับรู้และการแปลเหตุการณ์ของบุคคล เหตุการณ์เดียวกันบุคคลอาจเกิดอารมณ์ ความรู้สึกแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เช่น กังวล โกรธ เกลียด ตื่นเต้น ดีใจ ผิดหวัง เศร้า ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆในทางดีหรือไม่ดีแตกต่างกันไป

ข. สาเหตุภายนอกบุคคล เกี่ยวข้องกับ สาเหตุด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวบุคคลย่อมส่งผลต่อความเครียดได้ อาทิ

-สัมพันธภาพทางสังคม อยู่ในความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง ขาดความสามัคคีปรองดอง ครอบครัวแตกแยก ชุมชนมีความขัดแย้งวิวาทจลาจล มีการก่อการร้าย ชุมชนมีความไม่ปลอดภัย

-สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น แสง สี เสียง อากาศ ความร้อน ความเย็น มลพิษ สารเคมี อาหาร น้ำ

-ความขาดแคลน ขาดปัจจัยในการดำรงชีวิต ขาดอาหาร ยากจน

-ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว โคลนถล่ม ภาวะสงคราม จลาจล ไฟไหม้ ตึกถล่ม ระเบิด

ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียดแล้ว ควรที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด และหาวิธีการปรับตัวเพื่อรับมือกับความเครียด ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเครียดเกิดขึ้น จะต้องมีการสังเกตอาการตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งในแต่ละบุคคลจะมีการตอบสนองต่อความเครียดที่แตกต่างกันไป

ลักษณะอาการของผู้ที่มีความเครียดอย่างเฉียบพลัน/เรื้อรัง

อาการตอบสนองต่อความเครียด (stress response) ทั้งอาการทางร่างกายและอาการทางจิตใจ มีดังนี้ (เพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553; สุวนีย์ เกี่ยวกิ่งแก้ว, 2554; กุลธิดา สุภาคุณ, 2555)

1.อาการทางด้านร่างกาย (physical response) ได้แก่ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หายใจเร็วและตื้น ปวดศีรษะ ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเดิน กล้ามเนื้อหดเกร็ง ปวดต้นคอ ไหล่และหลัง ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือสมรรถภาพทางเพศลดลง

           2.อาการทางด้านจิตใจ (psychological response) ที่เป็นอาการหลักได้แก่ เศร้าโศก (grief) วิตกกังวล (anxiety)

           สรุปได้ว่า ความเครียดส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและสังคม ส่งผลเสียต่อผู้ที่มีความเครียด จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถจัดการความเครียด ปรับตัวอย่างเหมาะสมได้ในภาวะเครียดและ ประคับประคองให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันต่อไปได้ หากปล่อยให้มีความเครียดสะสมไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้ผ่อนคลายเลยจะส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้

สำหรับการเผชิญความเครียด (coping mechanism) พบว่า บุคคลมีความสามารถในการเผชิญความเครียดได้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการเกิดขึ้นอย่างกะทันหันของสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียด การเผชิญความเครียด คือ วิธีการคิด การกระทำ ที่บุคคลใช้ในการปรับตัวทั้งในระดับจิตสำนึก (conscious) และในระดับจิตไร้สำนึก (unconscious) เมื่อพบกับความเครียด เพื่อให้บุคคลอยู่ในภาวะสมดุล (เพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553) ดังนั้น วิธีการเผชิญความเครียด แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การใช้วิธีการเผชิญความเครียดโดยทั่วไปและการใช้กลไกทางจิต

1.การใช้วิธีการเผชิญความเครียดโดยทั่วไป (common coping mechanism)  ได้แก่

    1.1 การร้องไห้ หรือการกล่าวคำสาปแช่ง หรือการหัวเราะ เป็นการบรรเทาความตึงเครียด ทั้งการร้องไห้และการหัวเราะ มีแนวโน้มที่จะปลดปล่อยพลังงานที่เกิดจากความเครียดได้

    1.2 การพูดระบายความรู้สึก ช่วยลดความกดดันของอารมณ์ได้ ในขณะเดียวกันอาจจะได้ความคิดใหม่ๆ หรือมองปัญหาในแง่มุมมองใหม่ได้

    1.3 การคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆอาจจะทำให้เข้าใจปัญหาได้มากขึ้น

    1.4 การรวบรวมกำลังความสามารถที่มีอยู่เพื่อเพิ่มความพยายามในการแก้ไขปัญหา

    1.5 การหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

    1.6 การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด

    1.7 การแสวงหาที่พึ่งทางใจ เช่น การไหว้พระ การสารภาพบาป การสวดมนต์ ซึ่งแต่ละคนมีเหตุผลแตกต่างกัน การกระทำเหล่านี้จะทำให้สบายใจขึ้น

    1.8 การรับประทานอาหารมากขึ้น หรือการใช้สารเสพติด ดื่มสุรา สูบบุหรี่เพื่อให้เกิดความรู้สึกสุขสบาย

    1.9 การกระทำเพื่อปลดปล่อยพลังงาน บางคนเครียดจะมีพลังงานของความก้าวร้าวค่อนข้างมาก การกระทำเพื่อปลดปล่อยพลังงานอาจจะเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เช่น เล่นกีฬา การทำงานที่ต้องใช้กำลัง หรืออาจจะออกไปในทางทำลายสิ่งของหรือบุคคลอื่น

    1.10 การนอนหลับ จะทำให้บุคคลผ่อนคลายจากความเครียดได้

2. การใช้กลไกทางจิต (defense mechanism)

กลไกทางจิต เป็นกระบวนการทางจิตใจที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในระดับจิตไร้สำนึก (unconscious) เพื่อป้องกันตนเองจากความวิตกกังวล โดยยอมให้บุคคลปฏิเสธความจริงหรือบิดเบือนเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด หรือจำกัดการตระหนักรู้ในตนเอง และลดความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น กลไกทางจิตมีหลายชนิด การให้คำจำกัดความกลไกทางจิตแต่ละชนิดบางครั้งมีความคาบเกี่ยวกัน การสังเกตพฤติกรรมเดียวกันอาจจะอธิบายถึงการใช้กลไกทางจิตได้มากกว่าหนึ่งชนิด ทั้งนี้เพราะบุคคลไม่ได้ใช้กลไกทางจิตชนิดเดียวในแต่ละครั้งที่แสดงพฤติกรรม แต่จะใช้กลไกทางจิตหลายชนิดที่ผสมผสานกัน (เพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553)

กลไกทางจิตที่พบบ่อย ได้แก่ การเก็บกด (repression) การชดเชย (compensation) การปฏิเสธความจริง (denial) การถ่ายเทอารมณ์ (displacement) การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (rationalization) การโทษผู้อื่น (projection) การทำตนตามแบบ (identification) การถดถอย (regression) การแสดงออกในทางที่สังคมยอมรับ (sublimation) การหาสิ่งทดแทน (substitution) การแสดงสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการที่แท้จริง (reaction formation) การไถ่บาปหรือไถ่โทษ (undoing)

การจัดการความเครียด (stress management) เป็นการวางแผนถึงวิธีปฏิบัติเพื่อส่งเสริมศักยภาพของบุคคลในการจัดการกับสิ่งกระตุ้น (stressors) หรือจัดการกับอารมณ์ทางด้านลบ (negative emotion) ที่เกิดขึ้นจากความเครียด วิธีการจัดการความเครียด มีหลายวิธี ดังนี้ (เพียรดี เปี่ยมมงคล, 2553; สุวนีย์ เกี่ยวกิ่งแก้ว, 2554)

               1.การตระหนักรู้ถึงความเครียดที่มีอยู่ (awareness) ในระยะแรกของการจัดการกับความเครียด บุคคลต้องตระหนักรู้ถึงความเครียดที่มีอยู่โดยการสำรวจความรู้สึกของตนเองที่เกิดขึ้น ทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ และวิเคราะห์ว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เกิดความเครียด

               2.วางแผนแก้ไขปัญหา (problem solving) เมื่อทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด ควรคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียด โดยอาจจะคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาหลายๆวิธี และพิจารณาเลือกวิธีที่ดีที่สุดแล้วนำไปปฏิบัติ ในการคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้อาจปรึกษาผู้ใกล้ชิดหรือผู้ที่ไว้วางใจก็ได้

    3.หาที่ปรึกษา บางครั้งการพูดการระบายถึงความรู้สึกไม่สบายใจให้บุคคลที่เข้าใจในตัวเราฟัง ก็จะช่วยลดความกดดันทางอารมณ์ได้ ทำให้บุคคลมองเห็นปัญหาในแง่ใหม่หรืออาจได้ข้อคิดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

    4.ยอมรับความจริงและคิดในเชิงบวก เมื่อมีปัญหาอย่ามองในแง่ร้าย ให้พยายามคิดในเชิงบวก และมองปัญหาในหลายๆแง่มุม

    5.หยุดพักการทำงานหรือกิจกรรมที่กำลังทำอยู่นั้นชั่วคราวไปทำกิจกรรมอื่นๆ

    6.แบ่งเวลาให้เหมาะสมกับงานในแต่ละวัน

    7. มีอารมณ์ขัน (humor) การใช้อารมณ์ขันและการหัวเราะช่วยลดความรู้สึกวิตกกังวลและความตึงเครียด หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สุขสบายได้

    8.ใช้วิธีผ่อนคลายโดยทั่วไป เช่น กิจกรรมที่ชอบทำ ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ร้องเพลง ดูโทรทัศน์ พบปะสังสรรค์กับเพื่อน รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

    9. ใช้เทคนิคคลายเครียด ช่วยการผ่อนคลายได้ลึกกว่าการคลายเครียดโดยทั่วไป เทคนิคคลายเครียดที่ใช้บ่อยได้แก่ การฝึกหายใจแบบลึก (deep breathing exercise) การทำสมาธิเบื้องต้น (meditation) การสวดมนต์ (prayer) การออกกำลังกาย (physical exercise) ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นสารนอร์อิฟิเนฟริน (norepinephrine) และสารซีโรโทนิน (serotonin) เข้าสู่สมองทำให้มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (endorphins) ออกมาทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข การนวด (massage) การผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย (progressive relaxation) มีทั้งการผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยการเกร็งกล้ามเนื้อ (active progressive relaxation) และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ (passive progressive relaxation) การจินตนาการทางด้านบวก (positive visualization or imagery)

วิธีการบำบัดทางการพยาบาลผู้ที่มีความเครียดอย่างเฉียบพลัน/เรื้อรัง

         1.การประเมินภาวะสุขภาพ

เพื่อหาสาเหตุ ลักษณะของความเครียด ประเมินระดับความรุนแรงของความเครียด ประเมินสถานการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะเครียด รวบรวมข้อมูลที่สำคัญ โดยรวบรวมข้อมูลทั้งข้อมูลปรนัย (objective data) และข้อมูลอัตนัย (subjective data) เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อสรุป เพื่อการวินิจฉัยการพยาบาลเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยและสามารถจัดการความเครียดได้ พยาบาลควรมีการประเมินผู้ป่วย โดยการสังเกต การใช้แบบประเมินความเครียดและพฤติกรรมการเผชิญความเครียด การซักประวัติ มีรายละเอียดดังนี้

1.ประวัติการเจ็บป่วยทางร่างกายและทางจิตเวช

2.ประสบการณ์ในอดีต ได้แก่ มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่สำคัญอะไรบ้าง มีการเปลี่ยนงานหรือไม่ มีความลำบากในการทำงานบ้างหรือไม่ ปกติเมื่อมีความเครียดมีการปรับตัวอย่างไร เมื่อเกิดความเครียดขึ้นมีใครช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้บ้าง มีการใช้ศาสนาหรือสิ่งยึดเหนี่ยวใดหรือไม่

3. การรับรู้สาเหตุของความเครียด คิดว่าสาเหตุของความเครียดตอนนี้คืออะไร

4.ปฏิกิริยาของการปรับตัว เป็นอย่างไร เช่น รู้สึกกังวล สับสน ไม่มีสมาธิ หรือกลัว มีมือสั่น พูดตะกุกตะกัก เหงื่อออกมาก รู้สึกโกรธง่าย หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกเศร้า มีอาการปวดไหม ส่วนไหน มีอาการปวดเมื่อไร มีอาการท้องผูก/ท้องเสีย คลื่นไส้/อาเจียน รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้น ใช้ยาอะไรบ้าง ดื่มสุรา สูบบุหรี่ รับประทานอาหารได้มากขึ้น/น้อยลง การนอนเป็นอย่างไร มีบุคคลช่วยเหลือหรือไม่ (บรรยายสัมพันธภาพ) มีสัมพันธภาพกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเป็นอย่างไร

5.ประเมินระดับความเครียด

2.การวินิจฉัยการพยาบาล

เป็นขั้นตอนการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาจากการประเมินที่กล่าวมาข้างต้น นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์จนสรุปได้ว่าเป็นความต้องการและปัญหาแล้วนำมากำหนดปัญหาเขียนเป็นข้อวินิจฉัยการพยาบาล การเขียนข้อวินิจฉัยที่ดีต้องช่วยชี้นำการปฏิบัติการพยาบาล และจะต้องมีข้อมูลสนับสนุนทั้งที่เป็นคำบอกเล่า และจากการสังเกตพฤติกรรมต่างๆ พยาบาลต้องวินิจฉัยผู้ป่วยเป็นรายบุคคลในการที่จะจัดการความเครียด ซึ่งข้อมูลสนับสนุน ข้อมูลปรนัย (objective data)  ยกตัวอย่างเช่น คะแนนระดับความเครียด ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ความดันโลหิตสูง ชีพจรเร็ว การสังเกตสีหน้าเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวด ดื่มสุรา สูบบุหรี่ แสดงท่าทางหงุดหงิด ใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไป ข้อมูลอัตนัย (subjective data)  ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบอกว่าเครียดมาก ไม่สามารถเผชิญปัญหาได้ขอความช่วยเหลือ เป็นต้น

3.การวางแผนการพยาบาล เป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยมีการกำหนดเป้าหมายและเกณฑ์การประเมินผลการพยาบาล

4.การปฏิบัติการพยาบาล เป็นขั้นตอนของการนำแผนการพยาบาลไปสู่การปฏิบัติ การเขียนกิจกรรมการพยาบาลเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ควรคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ควรทบทวนข้อมูล ทำความเข้าใจข้อมูล และพิจารณาตามปัจจัยและบริบทของแต่ละบุคคล อาจแบ่งเป็นปฏิบัติการพยาบาลที่มีเป้าหมายระยะสั้นในการจัดการความเครียดให้ลดลง เป็นการช่วยเหลืออาการการปรับตัวผิดปกติในปัจจุบันให้มีอาการน้อยลง หรือปฏิบัติการพยาบาลที่มีเป้าหมายระยะยาวในการจัดการความเครียด เช่น เป็นการช่วยบุคคลให้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดเพื่อความผาสุกของชีวิต การให้การพยาบาลผู้ที่มีความเครียด มีความเป็นปัจเจกบุคคล

5.การประเมินผล เป็นการติดตามประเมินผลของการแก้ไขปัญหา และควรประเมินผลทุกขณะของกิจกรรมการพยาบาลเพื่อตรวจสอบว่าสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยประเมินความพึงพอใจและความสำเร็จตามเป้าหมายของผู้ป่วย

 


Tags:
สุขภาพจิตดี ความสุข จิตวิทยาเชิงบวก

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่มีความวิตกกังวล เครียดอย่างเฉียบพลัน เรื้อรัง
ผู้ที่มีความวิตกกังวล เครียดอย่างเฉียบพลัน เรื้อรัง
อ่านเพิ่มเติม
เครียด จิตตก จากเสพสื่อโซเชียลมีเดีย
เครียด จิตตก จากเสพสื่อโซเชียลมีเดีย
อ่านเพิ่มเติม
แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ
แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ
อ่านเพิ่มเติม